Sunday, March 18, 2012

ชีวิตนี้ไม่มีตัวตน ตอน 2 โดย พระครูเกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรํสี)

ฉะนั้นผู้ปฏิบัตินี่บางครั้งเข้าใจว่ากลัวว่าจะไม่รู้    ความที่ไม่รู้ก็กลัวว่าจะไม่รู้  เข้าใจว่าการที่จะรู้นั้นจะต้องให้เห็นให้นึกเป็นชิ้นเป็นอันเป็นเรื่องเป็นราว  นั่นคือการที่มันเลยไปหมด    รับรู้ปรมัตถ์อยู่แค่นิดเดียวก็เข้าใจว่ายังไม่พอจะต้องบอกลงไปว่านี่คืออะไร    นั่นคือสมมุติเข้ามาแล้วนี่น่ะปุถุชน  ความติดยึดในสมมุติบัญญัติจึงเข้าใจว่ามันเป็นของจริง  ก็จะเลยเข้าไปหาความจริงที่เป็นสมมุติอยู่เรื่อย ๆ คือชื่อคือความหมายอยู่เรื่อย   รับรู้ปรมัตถ์นิดเดียวแค่ความรู้สึก  หลงเข้าใจว่ามันยังไม่รู้อะไร  ก็เลยพยายามที่จะเลยไป  คือพยายามที่จะนึก พยายามที่จะเน้นลงไปอีก  มันเลยไปหมด    ฉะนั้นจะเห็นว่าความรู้สึกที่กาย ที่ตึงที่ไหว ที่แข็งที่อ่อนที่รู้สึกอยู่นั้น    พอสติเข้าไปรับรู้ที่จะไม่ให้เห็นเป็นรูปร่างนี้มันยังยากอยู่แล้ว  พยายามที่จะไม่นึกถึงรูปร่างมันยังจะไปอยู่แล้ว    เพราะฉะนั้นถ้าหากปฏิบัติไม่เข้าใจ  พยายามที่จะไปนึกในรูปร่างความหมาย    มันก็แน่นอน  เลยไปหมดเลย

          การที่สติรับรู้ในปรมัตถ์ที่กายไม่อยู่แค่ปรมัตถ์ก็เพราะว่ามันมีการเข้าไปเน้นเข้าไปจ้องดู  ขาดความเป็นกลางขาดความพอดี  มันจึงส่งออกไปที่รูปร่าง  ส่งไปที่สมมุติบัญญัติ    ฉะนั้นการเจริญสติเจริญวิปัสสนานี้จำเป็นที่จะต้องระลึกรู้ในรูปต่าง ๆ นามต่าง ๆ   ถ้าไปเน้นอยู่ที่เดียวแล้วก็บัญญัติจะต้องเข้ามา    จะต้องรู้รูปรู้นาม  รู้รูปรู้นามต่าง ๆ เรื่อยไปด้วยความเป็นปรกติ  ไม่จ้องลงไป

          เพราะฉะนั้นในที่สุดแล้ว  สติก็จะต้องมารับรู้จิตใจไปด้วยกัน    รู้ความรู้สึกที่กายแล้วก็รู้ความรู้สึกที่จิตใจ  รู้จิตรู้ความรู้สึกในจิต  รู้กายรู้ความรู้สึกในกายอยู่   จึงจะมีความรู้พร้อมทั่วถึง  พอรับรู้อารมณ์หนึ่งแล้วก็เปลี่ยน  รับรู้อารมณ์หนึ่ง  รับรู้อารมณ์ๆๆ ต่าง ๆ รูปต่าง ๆ นามต่าง ๆ มันก็จะไม่เน้นไปสมมติบัญญัติ  รับแล้วไป  รับแล้วก็ปล่อย  รับรู้แล้วก็ปล่อย  รับรู้แล้วก็ปล่อยไป อย่าไปติดตามอย่าไปเน้น อย่าไปจ้อง  บัญญัติมันจะเข้ามา

          นอกจากว่าผู้ปฏิบัติต้องการความสงบ   อันนั้นก็เข้าไปจ้องไปเน้นไปเพ่ง  เพ่งบัญญัติก็ทำให้เกิดความสงบได้    แต่ถ้าหวังให้เกิดปัญญาแล้วก็จะต้องรู้ตรงต่อปรมัตถธรรม   การรู้ตรงต่อปรมัตถธรรมมันจะรู้อย่างเดียวไม่ได้  ต้องรับรู้ไปต่าง ๆ    เพราะว่าทุกขณะมันมีรูปมีนามปรากฏหมดไป  ปรากฏหมดไปต่าง ๆ   ในกระแสของจิตรับอารมณ์อยู่เสมอ  เปลี่ยนอารมณ์ไป
ต่าง ๆ มีธรรมชาติปรากฏการณ์ต่าง ๆ    ฉะนั้นก็ต้องทำความเข้าใจในการที่จะปฏิบัติ หรือว่าในการที่จะเข้าไปพิสูจน์ธรรมะในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า    พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แล้วให้ผู้ฟังได้ปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้น  มีข้อสังเกตมีแนวทางมีคำสอนอยู่แล้ว   ที่นี้ถ้าหากว่าไม่ได้ยินได้ฟังเลยนี่ มันยากที่สุดที่จะปฏิบัติได้ถูกต้อง   เพราะขนาดที่ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว  ก็ยังโผล่ไปสมมุติบัญญัติอยู่ ไปในทางผิดอยู่   ที่จะมาสู่ในทางที่ตรงนี่มันยากอยู่แล้ว    ถ้าไม่ได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วก็คงยากที่จะปฏิบัติให้ถูกให้ตรง  นอกจากบุคคลนั้นจะบำเพ็ญบารมีมาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือว่าพระพุทธเจ้า    ถ้าสองบุคคลนี้แล้วก็ต้องฟังละ  ต้องศึกษาต้องทำความเข้าใจจากคำสอนของพระพุทธเจ้า    ถ้าไม่ได้เป็นผู้บำเพ็ญบารมีมาเป็นพระพุทธเจ้ามาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วก็ต้องฟังต้องศึกษาต้องทำความเข้าใจอย่างแยบคาย    มิฉะนั้นแล้วก็ไม่ถูกหรอก  ปฏิบัติไม่ถูก   ขนาดฟังแล้วฟังอีกยังยากต่อการที่จะให้เข้าใจ

          ความรู้ความเข้าใจจากการฟังที่ว่ายาก ก็ยังง่ายกว่าความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากการปฏิบัติ  จะให้เห็นจริงรู้จริง ๆ นั้นก็เป็นอีกระดับหนึ่ง    ซึ่งต้องอาศัยกัน   ต้องมีความเข้าใจในระดับของการฟังก่อน  แยกออกเข้าใจออก  บัญญัติอย่างนี้  ปรมัตถ์อย่างนี้    รูปร่างสัณฐานความหมายชื่อภาษานี่คือบัญญัติ   ปรมัตถ์นั้นมันต่างจากสิ่งเหล่านั้น  คือสิ่งที่มีอยู่จริง ๆ ไม่ใช่รูปร่างไม่ใช่ชื่อไม่ใช่ความหมาย  อันนี้เข้าใจด้วยการฟัง    แต่เวลาปฏิบัตินั้นต้องแยกได้จริง ๆ   จิตไปอยู่กับบัญญัติก็รู้ว่า  อ้อนี่บัญญัติ  ปล่อยจากบัญญัติเข้าสู่ปรมัตถ์  หรือรู้ปรมัตถ์ก็รู้ว่าปรมัตถ์   ปรมัตถ์ต่าง ๆ ที่เป็นรูปต่าง ๆ นามต่าง ๆ   สติระลึกรู้ตรงต่อปรมัตถ์ก็รู้ว่านี่คือปรมัตถ์จริง   ไปสู่บัญญัติก็รู้ว่านี่คือบัญญัติ   อันนี้ก็เป็นความเข้าใจอีกระดับหนึ่ง

          อีกระดับหนึ่งก็คือการที่จะฝึกหัดให้สตินั้นอยู่กับปรมัตถ์ได้มากขึ้น    เมื่อมันไปสู่บัญญัติก็ปล่อยจากบัญญัติเข้าสู่ปรมัตถ์ได้ชำนาญขึ้น    ในระยะการที่ปฏิบัติฝึกหัดอยู่  แม้ว่ารู้ว่านี่คือบัญญัติบางทีก็ปล่อยไม่ออก   แม้รู้ว่าปรมัตถ์มันมีลักษณะอย่างไรต่าง ๆ แต่ก็ระลึกตรงต่อปรมัตถ์ได้ต่อเนื่องได้บ่อยไม่ได้  คอยจะพลาดไปบัญญัติทั้ง ๆ ที่รู้อยู่  แต่ว่าความชำนาญมันไม่พอ   ในระดับนี้ก็ต้องฝึกไป  ทำความเพียรฝึกสติ  ฝึกไปเรื่อย ๆ ฝึกให้มันตรง  ฝึกที่จะพยายามระลึกรู้ให้ตรงต่อปรมัตถ์  ปล่อยจากบัญญัติอยู่เรื่อย ๆ ไป   นี่มันก็เป็นระดับขั้นไป  ความเก่งก็เป็นต่างระดับกันไป

          ไม่ใช่ว่าเราปฏิบัติแล้วก็เข้าไปนั่งเฉย...เฉย  พยายามที่จะนั่งให้มันสงบนิ่งเท่านั้น  อย่างนี้ไม่ได้เกิดปัญญาอะไรขึ้นมา  ตัดกิเลสไม่ได้  ละอุปาทานละความเห็นผิดไม่ได้    นั่งได้แต่มุ่งเพื่อจะให้มันนิ่งมันสงบแต่ไม่ใช้การพิจารณาไม่ได้ใช้ความสังเกตในปรมัตถธรรมในสภาพธรรม  มันก็ไม่ได้เกิดปัญญา    แต่ก็ยังดีสำหรับเปรียบเทียบกับบุคคลที่ไม่ได้ปฏิบัติ   บุคคลอื่นที่ไม่ได้ปฏิบัติจิตใจเขาวุ่นวายสับสนเร่าร้อนไป  ไม่รู้จะทำจิตให้สงบได้อย่างไร    แต่บุคคลที่มาทำกรรมฐานแม้
ว่ายังทำปัญญาไม่ได้ ทำวิปัสสนายังไม่เป็น  แต่ว่าทำจิตให้สงบได้  ก็ยังมีที่พึ่ง  ยังรู้จักมีที่พึ่งที่พัก  ก็ได้รับความสุข    ความสุขในระดับสมาธิความสงบแต่เพียงว่ายังละกิเลสอะไรไม่ได้  สงบเฉพาะ
เวลานั่งกรรมฐาน    เวลาไม่ได้นั่งกรรมฐานก็วุ่นวาย  ก็ยังโกรธยังโลภยังหลงยังเร่าร้อนไปตามอารมณ์  ก็ยังเป็นปัญหายังทุกข์ยังร้อนต่อไปไม่จบ

          แต่ที่ต้องปฏิบัติวิปัสสนาก็คือเพื่อจะให้มันเข้าไปถึงจุดในการทำลายกิเลส   เชื้อของกิเลสที่เป็นความโลภโกรธหลงนี่  ที่เป็นตัวอนุสัยตัวที่มันนอนเนื่องอยู่นี่   ถ้าตัดมันออกไปได้มันก็จะไม่เกิดขึ้นอีก  จิตใจไม่เกิดความโลภโกรธหลง  นั่นถึงจะพ้นทุกข์   ถ้าจะอุปมาแล้วก็เหมือนกับว่าน้ำที่มันมีตะกอน  เราจะทำยังไงจะให้น้ำมันสะอาดบริสุทธิ์    บางคนก็อาจจะตั้งวางไว้  นาน ๆ เข้ามันก็ตกตะกอนหรือเอาสารส้มไปแกว่งสิ่งที่เป็นความขุ่นมัวสิ่งที่เป็นปฏิกูลเหล่านั้นมันก็จะตกตะกอนลง  น้ำซึ่งธาตุแท้ของมันใสสะอาดอยู่แล้ว  มันก็ปรากฏตัวของมัน  ปรากฏความใสเพราะว่าสิ่งที่มาทำให้น้ำมันขุ่นมัวมันตกตะกอนลงไป    คนนั้นก็ได้รับประโยชน์คือเอาน้ำสะอาดข้างบนเหนือตะกอนไปใช้ได้   แต่ก็ต้องระวังเพราะว่าถ้าไปเขย่าไปกวนมันก็ฟูขึ้นมาได้อีก

          ข้อนี้อุปมาเหมือนกับผู้ที่เจริญสมาธินั่นแหละ  ทำจิตให้สงบกิเลสก็ตกตะกอนลงไป  กิเลสเหมือนกับตะกอนเหมือนกับสิ่งปฏิกูลมันตกตะกอน  ใจเราก็รู้สึกว่า เออสบาย   แต่ว่าเผลอไม่ได้นะ  พอมีอารมณ์อะไรมากระทบตะกอนนั้นฟูขึ้นมาอีกแล้ว  ใจก็ขุ่นมัวได้อีก    ถ้ามานั่งกรรมฐานเจริญภาวนาเพ่ง  ตะกอนสงบตกตะกอน  กิเลสมันตกตะกอนลงไป  จิตใจซึ่งสภาพเดิมของมันจะต้องผ่องใส  มันก็แสดงความผ่องใสขึ้นมา  รู้สึกสบายใจขึ้นมา   ที่ว่าจิตเดิมมันผ่องใสไม่ได้หมายถึงว่าจิตครั้งก่อนๆ ดั้งเดิมมันบริสุทธิ์ ไม่ใช่  หมายถึงว่าเฉพาะลักษณะธรรมชาติจิตจริง ๆ มันจะผ่องใสแต่ที่มันขุ่นมัวเศร้าหมองเพราะว่ามันมีกิเลสจรเข้ามา   มาทำให้จิตมันเศร้าหมอง

          ที่นี้ถ้าหากว่าบุคคลที่จะทำน้ำให้มันสะอาดบริสุทธิ์จริง ๆ มันก็จะต้องหาทางกรองเอาตะกอนนั้นออกไปให้หมด  ไม่ใช่เพียงแค่มันตกตะกอนเท่านั้น   ทำยังไงถึงจะกรองมันออกไปได้  ต้องหาเครื่องกรอง  สมัยนี้เขาก็มีเครื่องกรองน้ำ  เช่นว่า  เอาน้ำในลำคลองที่ขุ่นมัวขึ้นมาแล้วก็กรองออกไปหรือกลั่นออก   น้ำที่ถูกกรองหรือกลั่นออกมาแล้วไม่มีตะกอนหลงเหลืออยู่ ใสสะอาด  ถึงแม้ว่าจะถูกเขย่าถูกกวนอย่างไรมันก็ไม่ขุ่นเพราะมันไม่มีสิ่งปฏิกูลอยู่ในน้ำแล้ว    อุปมาเหมือนกับผู้ที่เจริญวิปัสสนาจนถึงขั้นสูงแล้ว  ท่านกรองเอากิเลสออกไป   วิปัสสนาคือปัญญามันจะกรองเอากิเลสออกไปจากใจ   เพราะฉะนั้นจิตที่ถูกกรองกิเลสออกไปแล้ว  แม้จะประสบอารมณ์อย่างไรก็จะไม่มีความทุกข์ความเศร้าหมอง  ไม่มีกิเลสไม่มีความขุ่นข้องหมองใจ  ไม่มีความโลภโกรธหลง  เพราะว่าเชื้อของกิเลสมันถูกกรองไปหมดแล้ว    จิตก็สะอาดบริสุทธิ์  จิตก็เบาสบายตลอด  นี่คือผลของการเจริญวิปัสสนา   เมื่อจิตอยู่ในลักษณะอย่างนั้นมันก็พ้นทุกข์   จิตมีปัญญาพัฒนารู้แจ้งตามความเป็นจริง

          แต่ว่ามันก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่ายที่จะทำให้กรองเอากิเลสออกไปจากใจได้หมดสิ้น  ก็ดังที่กล่าวแล้วว่า   การปฏิบัติเจริญสติเพื่อจะเพิกสมมุติออกไปเพื่อจะกำหนดให้ตรงปรมัตถ์ยังทำไม่ค่อยเป็น  ยังทำไม่ถูก  มันจึงยาก   รู้อะไรเป็นสมมุติอะไรเป็นปรมัตถ์   แต่ก็เวลาปฏิบัติสติก็ไม่ค่อยระลึกถึงปรมัตถ์คอยจะไปบัญญัติ  คอยจะเผลอคอยจะล่องลอยไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้  ซึ่ง
เป็นบัญญัติทั้งหมด    จิตที่คิดไปเรื่องคนนั้นคนนี้เรื่องการงานเรื่องอดีตอนาคต  มันเป็นบัญญัติ
อารมณ์ทั้งหมด   มันคอยจะไป มันจึงยาก   แต่ว่ามันก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะทำไม่ได้    บุคคลที่ทำสำเร็จไปแล้วก็มากมาย   มันมีทางที่จะทำได้  แต่ว่าต้องอาศัยความพากเพียรเท่านั้นแหละ

          เมื่อตนเองยังห่างไกลก็จะต้องพากเพียรพยายามให้มากขึ้นไป  เหมือนคนเรียนหนังสืออ่านหนังสือเรียนท่องจำอะไร   ปัญญาเราไม่ค่อยจะดีจำไม่ค่อยได้ เราก็ท่องให้มาก ๆ เข้า    คนอื่นเขาท่องสามครั้งจำได้  เราท่องสามครั้งจำไม่ได้เราก็ต้องเพียรท่องเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง    มันก็ต้องจำได้    อันนี้ก็เหมือนกัน  ปฏิบัติคนอื่นเขาอาจจะสะสมเหตุปัจจัยมาดี  เขาปฏิบัติเขารู้สึกว่าก้าวหน้าไปได้ไว   แต่ว่าบางท่านไม่ก้าวหน้าไม่ไป  ก็ต้องพากเพียรต้องทำให้มาก  ทำปฏิบัติฝึกหัด  ฝึกหัดปฏิบัติ  ใช้เวลา   ผ่านไปมากขึ้น ๆ ก็จะต้องรู้ต้องเห็นต้องเข้าใจต้องปฏิบัติได้ถึงได้ตรง   ได้ประสบความสำเร็จจนได้

พระพุทธเจ้าจึงให้ข้อคิดว่า วิริเยน ทุกข  มจเจติ   คนจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร  คนจะสำเร็จได้ก็เพราะความเพียร   ถ้าขาดความเพียรเสียแล้วก็ประสบความสำเร็จไม่ได้   หรือว่าไม่ว่าเรื่องอื่น ๆ อันใดทางโลกก็ตาม ก็อาศัยความพากเพียร   และความเพียรนั้นก็เป็นกิจที่ต้องทำเสียวันนี้    เพราะอะไร  เพราะใคร ๆ ก็ไม่รู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อไร    ความเพียรเป็นกิจต้องทำเสียวันนี้  ใครจะรู้ความตายที่จะมาถึงเมื่อไรก็ไม่รู้    มาถึงเราได้ทุกลมหายใจ  หายใจเข้าแล้วมันไม่ยอมออกมาก็ต้องตาย  หายใจออกแล้วมันไม่ยอมเข้าก็ต้องตายแล้วก็ระบบของร่างกายที่มันจะต้องหายใจเข้าหายใจออกนี่  ที่จริงมันเปราะบางจะตาย  การทำงานของระบบหายใจมันบอบบาง  ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ ที่มันทำงานมันสลับซับซ้อนกว่าไม่ใช่เป็นเรื่องที่มันทำขึ้นมาได้ง่าย    ร่างกายนี้มันสามารถที่จะสูดลมเข้า  คายลมออก  แล้วไปซักฟอกโลหิต  สูบฉีดให้ร่างกายหมุน   มีเลือดมี ..  มันทำงานกันมากมายหลายหน้าที่หลายอย่าง  แล้วอวัยวะต่าง ๆ มันก็ประกอบด้วยธาตุดินน้ำลมไฟซึ่งแตกดับอยู่ตลอดเวลา  เป็นของที่ไม่ได้แข็งแรงอะไร   ฉะนั้นมันพร้อมที่จะแตกดับ    พระพุทธเจ้าจึงอุปมาเหมือนกับเป็นภาชนะดินนะร่างกายนี้  หม้อดินน่ะ   สมัยก่อนเขาหุงข้าวเขาใช้หม้อดินบาง ๆ   บาตรพระสมัยก่อนเขาก็ต้องใช้บาตรดิน   ฉะนั้นจึงมีวินัยในการที่จะให้รักษาบาตรไว้อย่างหลายประการ  ก็เพราะว่าหม้อดินนี้มันแตก  บาตรดินนี้มันแตกง่าย  แตกหักง่าย  ร่างกายนี้ก็เช่นเดียวกันมันพร้อมที่จะแตกดับมันพร้อมที่จะตาย แต่บุคคลก็ยังประมาทยังหลงระเริงเอาร่างกายที่พร้อมจะแตกดับนี้ไปทำความชั่วต่าง ๆ ให้ทุกข์ให้โทษกับตัวเอง  จึงเป็นสิ่งที่น่าสังเวชสลดใจ   เป็นสิ่งที่น่าเสียดายชีวิต เสียดายเวลาที่เกิดมา   บางทีก็ไปหลงไปยึดในสิ่งที่จะให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนใจ   ไปให้ความสำคัญกับเรื่องที่มันไม่ใช่เป็นเรื่องแห่งความดับทุกข์  ไม่ใช่เป็นเรื่องแห่งความสำคัญอะไร    แต่ปุถุชนนี่บางทีไปให้ความสำคัญกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องสำหรับผู้มีปัญญา   บางที่เราเห็นเป็นเรื่องใหญ่โตมากมายจนบางคนถึงขนาดทนไม่ไหวจะฆ่าตัวตาย   ทั้ง ๆ ที่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ใช่เป็นเรื่องอะไรเลยที่จะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้มีปัญญา    เรื่องสำคัญจริง ๆ มันคือเรื่องที่ว่ากิเลสในใจเรานี้ต่างหากว่าทำยังไงถึงจะชนะมันได้ละมันได้   มันคือเรื่องสำคัญที่สุด    เรื่องที่เรายึดผิดเห็นผิดมีความหลงนี้คือเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ เรื่องใหญ่ที่สุด  ซึ่งเป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหลายแหล่    ความทุกข์อื่น ๆ ที่เราไปยึดไปเสียใจไปเศร้าหมองมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โต  ไม่ใช่เรื่องสำคัญ    มันเป็นเรื่องปลีกย่อยไปจากกิเลสต่างหาก    เรามาแก้ไขกิเลสให้ได้แล้วเรื่องเหล่านั้นก็หมดปัญหา

          ฉะนั้นปุถุชนนั้นที่เศร้าโศกเสียใจในเรื่องบางอย่าง  พระพุทธเจ้าหรือปัญญาของพระพุทธเจ้าจึงมองเห็นปุถุชนเป็นเหมือนเด็ก    เหมือนผู้ใหญ่มองเห็นเด็กหรือว่าบางทีก็เหมือนกับคนบ้า  เหมือนเราเห็นคนบ้า  เหมือนเด็กหรือว่าเหมือนกับคนสติไม่ดี    อย่างปุถุชนชอบอะไรก็หัวเราะกันสนุกสนานเฮฮา   พระอริยเจ้าท่านมองก็เหมือนกับเรามองเห็นคนบ้า    เราเห็นคนบ้าเป็นอย่างไร  คนบ้าบางครั้งมันจะหัวเราะมันก็หัวเราะ  เดี๋ยวหัวเราะสนุกสนาน  เดี๋ยวเสียใจ    ปัญญาของพระอริยเจ้าท่านมองก็เป็นเช่นนั้น           ยิ่งเป็นสมณะยิ่งเป็นนักบวชด้วยแล้ว  ถ้าพระมาเล่นสนุกสนานก็เหมือนกับเด็ก  กลายเป็นเหมือนเด็ก   หรือว่าจะมาหัวเราะก็จะกลายเป็นคนสติไม่สมบูรณ์   เหมือนกับคนสติไม่สมบูรณ์   นี้สำหรับพระนักบวชท่านตำหนิไว้อย่างนั้น ทำนองอย่างนี้    เพราะว่าความเป็นสมณะจะต้องสงบจะต้องสำรวม  จะต้องข่มเป็น จะต้องอดทนอดกลั้น    เห็นสิ่งที่ดีงามเห็นสิ่งที่ยั่วยวนก็ข่มใจได้  ไม่ไปตื่นเต้นดีอกดีใจหัวเราะเริงร่า  นั่นก็ไม่ใช่วิสัยของสมณะ    ถ้าสมณะไปทำอย่างนั้นท่านจึงมองเหมือนกับไม่ใช่ผู้ใหญ่  ไม่ใช่คนสติสมบูรณ์    แต่ความจริงแล้วก็ปุถุชนเราก็มองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา    แต่มันไม่ใช่เป็นเรื่องปรกติในปัญญาของพระอริยเจ้า    หรือว่าสมณะเที่ยวหยอกล้อกันเล่นกัน  ก็จะเป็นที่น่าสังเวชสลดใจ  เพราะหน้าที่ก็คือการที่จะฝึกจิตตัวเอง  การที่ลดละการที่จะทำจิตให้ตรงให้วาง  ในการที่จะ  (เทปหมด)


ที่มา @ http://www.watmahaeyong.net
สำนักวิปัสสนากรรมฐาน วัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา

No comments:

Post a Comment