Thursday, October 22, 2015
หลวงปู่เขียน ฐิตสีโล
หลวงปู่เขียน ฐิตสีโล
วัดรังสีปาลิวัน
ต.โพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์
ต.โพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์
๏ อัตโนประวัติ
“พระอริยเวที” หรือ “หลวงปู่เขียน ฐิตสีโล” เป็นพระเถราจารย์ผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เป็นที่น่าเคารพสักการบูชาของบรรดาศิษยานุศิษย์ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่พุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า รวมทั้ง เป็นเพื่อนสหธรรมิกกับ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) และ พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) ตั้งแต่ครั้งสมัยที่ท่านทั้งสามยังมีอายุพรรษาไม่มากนัก
หลวง ปู่เขียน มีนามเดิมว่า เขียน ภูสาหัส เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ตรงกับวันพุธ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีฉลู ณ บ้านโพน ต.โพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายสังข์ และนางค้อม ภูสาหัส
๏ การบรรพชาและอุปสมบท
เมื่ออายุครบ ๑๕ ปี ได้เข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ วัดบ้านโพน ต.โพน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์
ครั้น อายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ณ พัทธสีมาวัดสุทธจินดา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมี เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระโพธิวงศาจารย์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระธรรมปิฎก เป็นพระอนุสาวนาจารย์
พ.ศ. ๒๔๗๕ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก
พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๘๑ สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๓-๗ ประโยค สำนักเรียนวัดสุทธจินดา อ.เมือง จ.นครราชสีมา
พ.ศ. ๒๔๘๒ สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๘ ประโยค สำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ
พ.ศ. ๒๔๘๔ สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค สำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ พร้อมกับ เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)
๏ งานด้านการศึกษาสงฆ์
พ.ศ. ๒๔๗๘-๒๔๘๑ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมสำนักเรียนวัดสุทธจินดา และวัดศาลาทอง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
พ.ศ. ๒๔๘๒ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ และสำนักเรียนวัดพระศรีมหาธาตุ แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ
๏ ตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๔๘๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสังฆสภา
พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทธจินดา จ.นครราชสีมา
พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา
๏ ลำดับสมณศักดิ์
พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้รับพระราชทางแต่งตั้งสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “พระอริยเวที”
๏ ข้อวัตรและปฏิปทา
เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๘๗ หลวงปู่เขียนได้เข้ากราบฟังธรรม ปฏิบัติธรรม และถวายตัวเป็นศิษย์ในสำนักของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต หลังจากที่สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคใหม่ๆ โดย เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ได้นำไปฝาก ทั้งนี้ เพื่อประสงค์ให้หลวงปู่ท่านได้เป็นศาสนทายาทที่มีความหนักแน่นมั่นคง ทั้งด้านปริยัติธรรมและด้านปฏิบัติ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่พระภิกษุสามเณรในภายภาคหน้า เมื่อได้ฟังธรรม และรับคำแนะนำในการปฏิบัติเป็นอย่างดีแล้ว ท่านจึงได้ออกเดินธุดงค์กัมมัฏฐานไปตามป่าเขาลำเนาไพรในจังหวัดต่างๆ จนออกไปถึงประเทศลาว และแวะเวียนมาเข้ากราบฟังธรรมจากพระอาจารย์มั่นเป็นระยะๆ
ด้วยผลานิสงส์แห่งการปฏิบัติธรรมจากสำนักของ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทางด้านวิปัสสนาธุระของประเทศไทย โดยเมื่อครั้งได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระอาจารย์มั่น กัณฑ์แรกเรื่อง “โทษของการเกิด” และกัณฑ์ที่สองเรื่อง “มุตโตทัย” (ธรรมะเป็นเครื่องพ้น) หลวงปู่เขียนถึงกับลุกจากที่นั่งไปกราบพระอาจารย์มั่น พร้อมกล่าวคำปฏิญาณตนอย่างเด็ดเดี่ยวต่อหน้าพระอาจารย์มั่นเป็นภาษาบาลีว่า
“สา สเน อุรํ ทตฺวา ขอมอบกายถวายชีวิตทั้งหมดนี้แก่พระพุทธศาสนา ชีวิตทั้งชีวิตนี้ขอมอบไว้ในพระศาสนา ขอให้ท่านพระอาจารย์โปรดเป็นสักขีพยานด้วยเถิด”
จากนั้นตราบ จนสิ้นอายุขัย หลวงปู่เขียนได้กระทำสัจจวาจานั้นให้เป็นที่ปรากฏแก่ชนทั้งหลาย ถึงความเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส ผู้บริสุทธิ์หมดจดงดงามในธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
พระอริยเจ้าผู้แตกฉานในอรรถและธรรม
หลวงปู่เขียนเป็นพระมหาเถระผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ เป็นศิษย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่สำคัญรูปหนึ่ง ท่านชำนาญทั้งด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ทรงความรู้ในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งหาได้ยากยิ่งนักในคณะกัมมัฏฐานยุคปัจจุบัน ท่านละทิ้งเกียรติยศตำแหน่งในการบริหาร คณะสงฆ์ มุ่งเพียงเกียรติอันยิ่งใหญ่ คือ พระนิพพาน ละจากความเป็นพระบ้านเข้าสู่ความเป็นพระป่าได้อย่างสนิทใจ เป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังที่ติดหลงจมในลาภยศสรรเสริญได้เป็นอย่างดี
หลวง ปู่เขียนท่านมีอุปนิสัยพูดจริงทำจริง เรียนจริงปฏิบัติจริง บากบั่นมุมานะ ไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคที่มาถึง รักสงบ สำรวมระวัง ปฏิบัติตนเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ไม่ชอบคลุกคลี ซึ่งตรงต่อธรรมวินัย หนักแน่นด้วยหิริโอตตัปปะธรรม มักน้อย สันโดษ เรียบง่าย มีระเบียบบริบูรณ์ด้วยข้อปฏิบัติในไตรสิกขา ได้ถวายตัวเป็นศิษย์อยู่ฝึกอบรมกัมมัฏฐานกับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ณ วัดป่าภูริทัตตถิราวาส (วัดป่าบ้านหนองผือ) อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ท่านได้บำเพ็ญคุณประโยชน์ไว้ในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ทั้งด้านการศึกษา ด้านการปกครอง และด้านการเผยแผ่ ตั้งแต่บรรพชาอุปสมบทเป็นต้นมาจนตลอดอายุขัย
ครั้งหลวงปู่เขียนท่าน ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุทธจินดา จ.นครราชสีมา ลำดับที่ ๓ ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ท่านมีแนวคิดกว้างไกล ทั้งหลักการและแนวทางปฏิบัติการบริหารภายในวัด ตั้งเป้าหมายไว้สูง มีระเบียบให้พระภิกษุ สามเณร ตลอดถึงคณะศิษย์วัด ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด รวมทั้ง มีการคัดเลือกหมู่คณะให้เข้าไปรับการอบรมเป็นนักเรียนครูและนักเรียนการ ปกครอง ที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ เพื่อให้กลับมาเป็นบุคลากรบริหารวัดช่วยเจ้าอาวาส อนุสรณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ท่านได้ริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิ “สุทธจินดาราชสีมามูลนิธิ” ซึ่งได้ผลงานตามวัตถุประสงค์ ทุนทรัพย์เติบใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อ ได้วางรากฐานการปกครองและการศึกษาเข้าสู่ความเจริญในระดับหนึ่งตามเป้าหมาย แล้ว ด้วยสาวกบารมีญาณมาเตือน หลวงปู่เขียนท่านได้ประกาศท่ามกลางคณะสงฆ์วัดสุทธจินดาอย่างอาจหาญว่า “จะออกปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในป่า” ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ท่านได้สร้างวัดรังสีปาลิวัน จ.กาฬสินธุ์ และได้ออกบำเพ็ญตามถ้ำ เงื้อมผา จำพรรษาในที่หลายแห่งตามสถานที่วิเวก สัปปายะ สมเจตนาที่ท่านตั้งไว้
หลวงปู่เขียนท่านปรารภถึงชีวิตของท่านขณะเป็นพระอยู่ในเมือง ไว้อย่างน่าสนใจว่า
ที่มา
หลวงปู่เขียนเป็นพระมหาเถระผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ เป็นศิษย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่สำคัญรูปหนึ่ง ท่านชำนาญทั้งด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ทรงความรู้ในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งหาได้ยากยิ่งนักในคณะกัมมัฏฐานยุคปัจจุบัน ท่านละทิ้งเกียรติยศตำแหน่งในการบริหาร คณะสงฆ์ มุ่งเพียงเกียรติอันยิ่งใหญ่ คือ พระนิพพาน ละจากความเป็นพระบ้านเข้าสู่ความเป็นพระป่าได้อย่างสนิทใจ เป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังที่ติดหลงจมในลาภยศสรรเสริญได้เป็นอย่างดี
หลวง ปู่เขียนท่านมีอุปนิสัยพูดจริงทำจริง เรียนจริงปฏิบัติจริง บากบั่นมุมานะ ไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคที่มาถึง รักสงบ สำรวมระวัง ปฏิบัติตนเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ไม่ชอบคลุกคลี ซึ่งตรงต่อธรรมวินัย หนักแน่นด้วยหิริโอตตัปปะธรรม มักน้อย สันโดษ เรียบง่าย มีระเบียบบริบูรณ์ด้วยข้อปฏิบัติในไตรสิกขา ได้ถวายตัวเป็นศิษย์อยู่ฝึกอบรมกัมมัฏฐานกับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ณ วัดป่าภูริทัตตถิราวาส (วัดป่าบ้านหนองผือ) อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ท่านได้บำเพ็ญคุณประโยชน์ไว้ในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ทั้งด้านการศึกษา ด้านการปกครอง และด้านการเผยแผ่ ตั้งแต่บรรพชาอุปสมบทเป็นต้นมาจนตลอดอายุขัย
ครั้งหลวงปู่เขียนท่าน ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสุทธจินดา จ.นครราชสีมา ลำดับที่ ๓ ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ท่านมีแนวคิดกว้างไกล ทั้งหลักการและแนวทางปฏิบัติการบริหารภายในวัด ตั้งเป้าหมายไว้สูง มีระเบียบให้พระภิกษุ สามเณร ตลอดถึงคณะศิษย์วัด ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด รวมทั้ง มีการคัดเลือกหมู่คณะให้เข้าไปรับการอบรมเป็นนักเรียนครูและนักเรียนการ ปกครอง ที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ เพื่อให้กลับมาเป็นบุคลากรบริหารวัดช่วยเจ้าอาวาส อนุสรณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ท่านได้ริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิ “สุทธจินดาราชสีมามูลนิธิ” ซึ่งได้ผลงานตามวัตถุประสงค์ ทุนทรัพย์เติบใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อ ได้วางรากฐานการปกครองและการศึกษาเข้าสู่ความเจริญในระดับหนึ่งตามเป้าหมาย แล้ว ด้วยสาวกบารมีญาณมาเตือน หลวงปู่เขียนท่านได้ประกาศท่ามกลางคณะสงฆ์วัดสุทธจินดาอย่างอาจหาญว่า “จะออกปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในป่า” ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ท่านได้สร้างวัดรังสีปาลิวัน จ.กาฬสินธุ์ และได้ออกบำเพ็ญตามถ้ำ เงื้อมผา จำพรรษาในที่หลายแห่งตามสถานที่วิเวก สัปปายะ สมเจตนาที่ท่านตั้งไว้
หลวงปู่เขียนท่านปรารภถึงชีวิตของท่านขณะเป็นพระอยู่ในเมือง ไว้อย่างน่าสนใจว่า
ที่มา
สร้างวัดไทยแห่งแรกในนครเทียนจิน
สร้างวัดไทยแห่งแรกในนครเทียนจิน
นายนพรัตน์ กล่าวต่อว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้แจ้งแนวทางการก่อสร้างวัดไทยในวัดพระหยก นครเทียนจิน นอกจากจะเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและจีนแล้ว ยังเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนของทั้ง สองประเทศอีกด้วย นอกจากนี้ การที่พระหยก นครเทียนจิน ยินดีมอบพื้นที่ในวัดให้ก่อสร้างวัดไทย และทางการจีนอนุญาตให้ก่อสร้างวัดไทย อีกทั้งยังยินดีรับพระพุทธรูปแบบไทย แสดงถึงความพร้อมของฝ่ายจีนในการร่วมมือกับฝ่ายไทยในการส่งเสริมความร่วมมือ ด้านพระพุทธศาสนา ปัจจุบัน มีการก่อสร้างอาคารที่มีลักษณะเป็นวัดไทย 2 แห่ง ได้แก่ วัดม้าขาว เมืองลั่วหยาง มณฑลเหอหนาน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากวัดพลับพลาชัยและภาคเอกชนไทย และวัดในมณฑลไห่หนาน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากวัดสระเกศและได้รับทุนสนับสนุนการสร้างจากนัก ธุรกิจชาวจีน ดังนั้น กรณีของวัดในนครเทียนจิน สถานเอกอัครราชทูตจะระดมทุนจากนักธุรกิจไทยที่มีธุรกิจ ในประเทศจีน จากนักธุรกิจจีนที่มีธุรกิจในประเทศไทย และจากผู้มีจิตศรัทธาชาวไทย และชาวจีนทั่วไป เพื่อสนับสนุนการสร้างวัด เช่นเดียวกับกรณีการสร้างวัดม้าขาวและวัดในมณฑลเหอหนาน
"กระทรวง การต่างประเทศ ได้ขอความร่วมมือสำนักงานพระพุทธฯ ในการประสานสรรหาวัดในประเทศไทยที่สนใจและพร้อมให้การสนับสนุนการดำเนิน โครงการดังกล่าว ในรูปแบบเดียวกับที่วัดพลับพลาไชยและวัดสระเกศทั้งนี้ ในการนี้ ได้รับทราบจากรายงานที่สำนักพุทธฯ นำเสนอ พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธฯ ประชา สัมพันธ์และประสานวัดที่มีความพร้อมในการสนับสนุนการก่อสร้างวัดไทยในนคร เทียนจิน ประเทศจีน ทั้งนี้ หากมีวัดแห่งใดเสนอเข้ามาสนับสนุนการก่อสร้างวัดไทยในนครเทียนจินแล้ว จะได้แจ้งต่อที่ประชุมมหาเถรฯ ต่อไป"
"กระทรวง การต่างประเทศ ได้ขอความร่วมมือสำนักงานพระพุทธฯ ในการประสานสรรหาวัดในประเทศไทยที่สนใจและพร้อมให้การสนับสนุนการดำเนิน โครงการดังกล่าว ในรูปแบบเดียวกับที่วัดพลับพลาไชยและวัดสระเกศทั้งนี้ ในการนี้ ได้รับทราบจากรายงานที่สำนักพุทธฯ นำเสนอ พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธฯ ประชา สัมพันธ์และประสานวัดที่มีความพร้อมในการสนับสนุนการก่อสร้างวัดไทยในนคร เทียนจิน ประเทศจีน ทั้งนี้ หากมีวัดแห่งใดเสนอเข้ามาสนับสนุนการก่อสร้างวัดไทยในนครเทียนจินแล้ว จะได้แจ้งต่อที่ประชุมมหาเถรฯ ต่อไป"
“ การก่อสร้างวัดไทยในจีน เป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งการที่วัดพระหยกยินดีมอบพื้นที่ในวัดให้ก่อสร้างวัดไทย และทางการจีนอนุญาตให้ก่อสร้างวัดไทย แสดงถึงความพร้อมของฝ่ายจีนในการร่วมมือกับฝ่ายไทยในการส่งเสริมความร่วมมือ ด้านพระพุทธศาสนา และเป็นการสร้างวัดไทยแห่งแรกในนครเทียนจิน ซึ่งปัจจุบันมีวัดไทยอยู่ในจีน 2 แห่ง ได้แก่ วัดมณฑลเหอหนาน และวัดในมณฑลไห่หนาน” ผอ.พศ.กล่าวและว่า ทั้งนี้ที่ประชุม มส.ได้มอบหมายให้ พศ.ประสานวัดที่มีความพร้อมในการสนับสนุนการก่อสร้างวัดไทยในนครเทียนจิน ประเทศจีน ซึ่งหากมีวัดใดมีความพร้อมก็เสนอตัวเข้ามาได้.
การประสูติของพระพุทธเจ้า
การประสูติของพระพุทธเจ้า
พระโพธิสัตว์ผู้ที่จะจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตลงมาเสด็จอุบัติเป็นพระพุทธเจ้านั้น ก่อนจะลงพระโพธิสัตว์จะทรงเลือก 5 อย่าง คือ
1. กาล (อายุขัยของมนุษย์)
อายุขัยของมนุษย์ขึ้นอยู่กับกระแสสังขารและการทำความดี หากทำดีมากขึ้นอายุก็จะเพิ่มขึ้น หากทำดีน้อยอายุขัยก็จะลดลง อายุขัยของมนุษย์อยู่ระหว่าง 10 ปีถึง 1 อสงไขยปี (1 × 10140 ปี) แต่พระโพธิสัตว์ทรงเลือกอายุขัยมนุษย์ระหว่าง 100-100,000 ปี ถ้าหากน้อยกว่า 100 ปีมนุษย์จะมีจิตใจหยาบช้าเกินกว่าจะฟังธรรมให้แตกจนบรรลุพระนิพพานได้ ถ้าเกิน 100,000 ปีมนุษย์จะเริ่มประมาทความแก่ ความเจ็บ ความตายเพราะอายุยืนความตายมาถึงช้า จะไม่เห็นอริยสัจ 4 หรือธรรมใดๆ
2. ทวีป (ทวีปที่จะลงมาประสูติ)
พระโพธิสัตว์เลือกชมพูทวีปเป็นทวีปที่จะจุติทุกครั้ง เพราะมนุษย์ในชมพูทวีปมีทั้งความสุขและความทุกข์ มีความเห็นทุกข์ เห็นสุข ได้ดีกว่ามนุษย์ในทวีปอื่นๆ
สาเหตุอีกอย่างที่เลือกลงมามนุษยภูมิเพราะมนุษย์เห็นสุขทุกข์ได้ง่ายที่ สุด สัตว์ในอบายภูมิ 4 มีแต่ความทุกข์ไม่เห็นสุขกระจ่าง เทวดาพรหมก็เห็นสุขมากกว่าทุกข์จนยากที่จะทำให้เป็นพระอรหันต์ได้ อีกทั้งมนุษย์ทำบุญได้ จึงทรงเลือกมนุษย์
3. ประเทศ (ประเทศที่จะประสูติ)
พระโพธิสัตว์จะทรงเลือกประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรือง เศรษฐกิจดี มีประชากรหนาแน่น มีนักปราชญ์ เจ้าสำนัก เป็นที่รวมของการศึกษาและศิลปวิทยามากมาย มีผู้มีคุณธรรมมากมาย จะสามารถเผยแพร่ธรรมให้รุ่งเรือง มีคนรู้มากได้
4. ตระกูล (ตระกูลที่จะประสูติ)
พระโพธิสัตว์ทรงเลือกได้ระหว่าง ตระกูลกษัตริย์ กับ ตระกูลพราหมณ์ ว่าในช่วงเวลานั้นตระกูลใดเจริญมากกว่ากัน ได้รับการยอมรับมากกว่ากัน ใน 4 อสงไขยแสนมหากัปล่าสุดนี้มีพระพุทธเจ้าจากตระกูลกษัตริย์มากกว่า แต่ในภัทรกัปป์นี้มีพระพุทธเจ้าจากตระกูลพราหมณ์มากกว่า (พระกกุสันธะ พระโกนาคมณ์ พระกัสสปะ และพระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้า) มีเพียงพระโคตมพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวที่มาจากตระกูลกษัตริย์
พระโพธิสัตว์ผู้ได้มาจุติเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ ทรงเลือกตระกูลศากยโคตมวงศ์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์นคร เพราะได้รับความนับถือมาก และบริสุทธิ์มา 7 รุ่นแล้ว ถ้าไม่บริสุทธิ์แล้วลงมาจุติแล้วเป็นพระพุทธเจ้าก็ยากที่จะได้รับการนับถือ สาเหตุที่เลือกตระกูลกษัตริย์เพราะในช่วงเวลานั้นมีการแบ่งชนชั้นวรรณะกัน และวรรณะกษัตริย์เป็นวรรณะที่มีคนนับถือมากที่สุด จึงทรงเลือกวรรณะกษัตริย์
5. มารดา (มารดาผู้ให้กำเนิดและกำหนดอายุของพระมารดาหลังประสูติ)
พระโพธิสัตว์จะทรงเลือกผู้หญิงจากตระกูลกษัตริย์หรือพราหมณ์ที่รักษาศีล รักษาธรรมได้ดีที่สุด บริสุทธิ์ทางกาย วาจา ใจ ไม่ดื่มสุรา ไม่หลงในอบายมุข ไม่โลเลในบุรุษ และทรงกำหนดอายุของพระมารดาว่ามีประมาณเท่าใด เพราะพระครรภ์ที่ประทับแห่งพระโพธิสัตว์ผู้จะได้เสด็จอุบัติตรัสรู้เป็นพระ สัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เปรียบประดุจพระคันธกุฎีแห่งพระบรมศาสดา ไม่สมควรแก่ผู้อื่น
พระบรมโพธิสัตว์ทรงเลือกพระมารดาที่บริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนมลทินโทษ มิฉะนั้นจะยากแก่การเผยแผ่ศาสนา เพราะจะถูกโจมตีว่ามารดาของพระศาสดาไม่บริสุทธิ์ พระนางสิริมหามายาได้อธิษฐานเป็นพระพุทธมารดามาแต่อดีตกาล เมื่อประสูติพระบรมโพธิสัตว์เจ้าได้ 7 วันก็เสด็จทิวงคต ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรสถิตในดุสิตเทวโลก ตามประเพณี พระพุทธมารดาไม่ได้เป็นหญิงอย่างเก่า ที่เกิดเป็นหญิงเพราะอธิษฐานขอเป็นมารดาพระพุทธเจ้า
ประเภทของพระพุทธเจ้า
ในพระไตรปิฎกจะแบ่งประเภทของพระพุทธเจ้าไว้ดังนี้ การแบ่งประเภทของพระพุทธเจ้าตามวิธีการสร้างบารมี
ปัญญาธิกพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้ปัญญาเป็นตัวนำ ใช้เวลาบำเพ็ญบารมี 20 อสงไขยกับอีก 100,000 มหากัปป์
ตั้งความปารถนาเป็นพระพุทธเจ้าไว้ในใจ 7 อสงไขย กล่าววาจาปารถนาเป็นพระพุทธเจ้า 9 อสงไขย นับเวลาตั้งแต่ได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรก 4 อสงไขยกัป กับอีก 100,000 มหากัปป์
ศรัทธาธิกพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้ศรัทธาเป็นตัวนำ ใช้เวลาบำเพ็ญบารมี 40 อสงไขยกับอีก 100,000 มหากัปป์
ตั้งความปารถนาเป็นพระพุทธเจ้าไว้ในใจ 14 อสงไขย กล่าววาจาปารถนาเป็นพระพุทธเจ้า 18 อสงไขย นับเวลาตั้งแต่ได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรก 8 อสงไขยกัป กับอีก 100,000 มหากัปป์
วิริยะธิกพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้ความเพียรเป็นตัวนำ ใช้เวลาบำเพ็ญบารมี 80 อสงไขยกับอีก 100,000 มหากัปป์
ตั้งความปารถนาเป็นพระพุทธเจ้าไว้ในใจ 28 อสงไขย กล่าววาจาปารถนาเป็นพระพุทธเจ้า 36 อสงไขย นับเวลาตั้งแต่ได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรก 16 อสงไขยกัป กับอีก 100,000 มหากัปป์
พระพุทธเจ้าในอดีต
ดูเพิ่มที่ พระพุทธเจ้าในอดีต
พระพุทธเจ้าในอนาคต
ในคัมภีร์อนาคตวงศ์นั้น ได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้าในอนาคต 10 พระองค์ที่จะบังเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ดังนี้ [2]
พระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคือพระอชิตเถระ ตรัสรู้ที่ไม้กากะทิง พระชนม์ 8 หมื่นพรรษา พระกายสูง 80 ศอก
พระรามะสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคืออุตมรามราช ตรัสรู้ที่ไม้แก่นจันทน์แดง พระชนม์ 9 หมื่นพรรษา พระกายสูง 80 ศอก
พระธรรมราชาสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคือพระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัสรู้ที่ไม้กากะทิง พระชนม์ 5 หมื่นพรรษา พระกายสูง 16 ศอก
พระธรรมสามีสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคืออภิภูเทวราช ตรัสรู้ที่ไม้รังใหญ่ พระชนม์ 1 แสนพรรษา พระกายสูง 80 ศอก
พระนารทะสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคืออสุรินทราหู ตรัสรู้ที่ไม้แก่นจันทน์แดง พระชนม์ 1 หมื่นพรรษา พระกายสูง 20 ศอก
พระรังสีมุนีสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคือจังกีพราหมณ์ ตรัสรู้ที่ไม้ดีปลีใหญ่หรือไม้เลียบ พระชนม์ 5 พันพรรษา พระกายสูง 60 ศอก
พระเทวเทพสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคือสุภพราหมณ์ ตรัสรู้ที่ไม้จำปา พระชนม์ 8 หมื่นพรรษา พระกายสูง 80 ศอก
พระนรสีหสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคือโตเทยยพราหมณ์ ตรัสรู้ที่ไม้แคฝอย พระชนม์ 80 พรรษา พระกายสูง 60 ศอก
พระติสสสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคือช้างนาฬาคีรี ตรัสรู้ที่ไม้ไทร พระชนม์ 8 หมื่นพรรษา พระกายสูง 80 ศอก
พระสุมังคลสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคือช้างปาลิไลยกะ ตรัสรู้ที่ไม้กากะทิง พระชนม์ 1 แสนพรรษา พระกายสูง 60 ศอก
พระพุทธเจ้าตามความเชื่อของฝ่ายมหายาน
นิกายมหายานยอมรับพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์ฝ่ายเถรวาททั้งหมดและยังสร้างพระ พุทธเจ้าอีกมากมาย ทั้งที่เป็นมนุษย์และมีสถานะเหมือนเทพเจ้าในศาสนาฮินดู นิกายมหายานเชื่อว่าเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วไม่ดับสูญแต่ไปประทับ ณ พุทธเกษตรซึ่งเป็นดินแดนที่งดงามกว่าสวรรค์ พระพุทธเจ้าตามคติมหายานแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
อาทิพุทธะ ถือว่าเป็นพระพุทธเจ้าที่อุบัติมาพร้อมกับโลกและประทับอยู่กับโลกเป็นนิรันดร์ มีบทบาทคล้ายพระพรหมในศาสนาฮินดูที่เป็นผู้สร้างโลกและจักรวาล
พระมานุสสพุทธะ เป็นพระพุทธเจ้าที่อวตารมาจากอาทิพุทธะมาเกิดในโลกมนุษย์และบำเพ็ญเพียรใน ฐานะพระโพธิสัตว์จนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อปรินิพพานแล้วจะไปอยู่กับอาทิพุทธะ คล้ายกับคติของศาสนาฮินดูที่เมื่อทำความดีถึงขั้นสูงสุดจะกลับไปเป็นส่วน หนึ่งของมหาพรหม พระพุทธเจ้าองค์ปัจจจุบัน ทางมหายานเรียกว่าพระศากยมุนีพุทธเจ้า เป็นพระมานุสสพุทธะด้วยเช่นกัน
พระธยานิพุทธะ เป็นพุทธะที่อวตารมาจากอาทิพุทธะเช่นกันแต่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าด้วยอำนาจ ฌาน (ธยาน) ของอาทิพุทธะไม่ได้ผ่านการบำเพ็ญเพียรในโลกมนุษย์ พุทธะเหล่านี้ประทับบนสวรรค์ ในสภาวะกายทิพย์ มีเฉพาะพระโพธิสัตว์ที่มองเห็นได้
พระพุทธเจ้าอื่นๆ เช่น พระสัทธรรมวิทยาตถาคต พระไภษัชยคุรุทั้ง 7 พระสหัสประภาราชาศานติสถิตยตตถาคต พระประภูตรัตนะ
จำนวนของพระพุทธเจ้า http://th.wikipedia.org
ในคัมภีร์ของทางมหายานนั้นได้ระบุนามของพระพุทะเจ้าไว้เป็นจำนวนมาก มีทั้งพระพุทธเจ้า 35 พระองค์ พระพุทธเจ้า 53 พระองค์ และที่มากที่สุดคือพระพุทธเจ้า 3,000 พระองค์ โดยแบ่งเป็น [3]
พระพุทธเจ้าในกัปป์อดีตซึ่งระบุนามไว้ในคัมภีร์อดีตสมัยอลังการกัลป์สหัสพุทธนามสูตร 1,000 พระองค์ เริ่มจากพระปุณฑริกประภาพุทธเจ้าเป็นองค์แรกจนถึงพระเวศภูพุทธเจ้าเป็นองค์สุดท้าย
พระพุทธเจ้าในกัปป์ปัจจุบันซึ่งระบุนามไว้ในคัมภีร์ปัจจุบันสมัยภัทร กัลป์สหัสพุทธนามสูตร 1,000 พระองค์ เริ่มจากพระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นองค์แรกจนถึงพระรุจิพุทธเจ้าเป็นองค์สุดท้าย ซึ่งพระรุจิพุทธเจ้านี้ปัจจุบันคือพระเวทโพธิสัตว์
พระพุทธเจ้าในกัปป์อนาคตซึ่งระบุนามไว้ในคัมภีร์อนาคตสมัยนักษัตรกัลป์สหัสพุทธนามสูตร 1,000 พระองค์ เริ่มจากพระสูรยประภาพุทธเจ้าเป็นองค์แรกจนถึงพระสุเมรุลักษณ์พุทธเจ้าเป็นองค์สุดท้าย
พระโพธิสัตว์ผู้ที่จะจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตลงมาเสด็จอุบัติเป็นพระพุทธเจ้านั้น ก่อนจะลงพระโพธิสัตว์จะทรงเลือก 5 อย่าง คือ
1. กาล (อายุขัยของมนุษย์)
อายุขัยของมนุษย์ขึ้นอยู่กับกระแสสังขารและการทำความดี หากทำดีมากขึ้นอายุก็จะเพิ่มขึ้น หากทำดีน้อยอายุขัยก็จะลดลง อายุขัยของมนุษย์อยู่ระหว่าง 10 ปีถึง 1 อสงไขยปี (1 × 10140 ปี) แต่พระโพธิสัตว์ทรงเลือกอายุขัยมนุษย์ระหว่าง 100-100,000 ปี ถ้าหากน้อยกว่า 100 ปีมนุษย์จะมีจิตใจหยาบช้าเกินกว่าจะฟังธรรมให้แตกจนบรรลุพระนิพพานได้ ถ้าเกิน 100,000 ปีมนุษย์จะเริ่มประมาทความแก่ ความเจ็บ ความตายเพราะอายุยืนความตายมาถึงช้า จะไม่เห็นอริยสัจ 4 หรือธรรมใดๆ
2. ทวีป (ทวีปที่จะลงมาประสูติ)
พระโพธิสัตว์เลือกชมพูทวีปเป็นทวีปที่จะจุติทุกครั้ง เพราะมนุษย์ในชมพูทวีปมีทั้งความสุขและความทุกข์ มีความเห็นทุกข์ เห็นสุข ได้ดีกว่ามนุษย์ในทวีปอื่นๆ
สาเหตุอีกอย่างที่เลือกลงมามนุษยภูมิเพราะมนุษย์เห็นสุขทุกข์ได้ง่ายที่ สุด สัตว์ในอบายภูมิ 4 มีแต่ความทุกข์ไม่เห็นสุขกระจ่าง เทวดาพรหมก็เห็นสุขมากกว่าทุกข์จนยากที่จะทำให้เป็นพระอรหันต์ได้ อีกทั้งมนุษย์ทำบุญได้ จึงทรงเลือกมนุษย์
3. ประเทศ (ประเทศที่จะประสูติ)
พระโพธิสัตว์จะทรงเลือกประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรือง เศรษฐกิจดี มีประชากรหนาแน่น มีนักปราชญ์ เจ้าสำนัก เป็นที่รวมของการศึกษาและศิลปวิทยามากมาย มีผู้มีคุณธรรมมากมาย จะสามารถเผยแพร่ธรรมให้รุ่งเรือง มีคนรู้มากได้
4. ตระกูล (ตระกูลที่จะประสูติ)
พระโพธิสัตว์ทรงเลือกได้ระหว่าง ตระกูลกษัตริย์ กับ ตระกูลพราหมณ์ ว่าในช่วงเวลานั้นตระกูลใดเจริญมากกว่ากัน ได้รับการยอมรับมากกว่ากัน ใน 4 อสงไขยแสนมหากัปล่าสุดนี้มีพระพุทธเจ้าจากตระกูลกษัตริย์มากกว่า แต่ในภัทรกัปป์นี้มีพระพุทธเจ้าจากตระกูลพราหมณ์มากกว่า (พระกกุสันธะ พระโกนาคมณ์ พระกัสสปะ และพระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้า) มีเพียงพระโคตมพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวที่มาจากตระกูลกษัตริย์
พระโพธิสัตว์ผู้ได้มาจุติเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ ทรงเลือกตระกูลศากยโคตมวงศ์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์นคร เพราะได้รับความนับถือมาก และบริสุทธิ์มา 7 รุ่นแล้ว ถ้าไม่บริสุทธิ์แล้วลงมาจุติแล้วเป็นพระพุทธเจ้าก็ยากที่จะได้รับการนับถือ สาเหตุที่เลือกตระกูลกษัตริย์เพราะในช่วงเวลานั้นมีการแบ่งชนชั้นวรรณะกัน และวรรณะกษัตริย์เป็นวรรณะที่มีคนนับถือมากที่สุด จึงทรงเลือกวรรณะกษัตริย์
5. มารดา (มารดาผู้ให้กำเนิดและกำหนดอายุของพระมารดาหลังประสูติ)
พระโพธิสัตว์จะทรงเลือกผู้หญิงจากตระกูลกษัตริย์หรือพราหมณ์ที่รักษาศีล รักษาธรรมได้ดีที่สุด บริสุทธิ์ทางกาย วาจา ใจ ไม่ดื่มสุรา ไม่หลงในอบายมุข ไม่โลเลในบุรุษ และทรงกำหนดอายุของพระมารดาว่ามีประมาณเท่าใด เพราะพระครรภ์ที่ประทับแห่งพระโพธิสัตว์ผู้จะได้เสด็จอุบัติตรัสรู้เป็นพระ สัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เปรียบประดุจพระคันธกุฎีแห่งพระบรมศาสดา ไม่สมควรแก่ผู้อื่น
พระบรมโพธิสัตว์ทรงเลือกพระมารดาที่บริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนมลทินโทษ มิฉะนั้นจะยากแก่การเผยแผ่ศาสนา เพราะจะถูกโจมตีว่ามารดาของพระศาสดาไม่บริสุทธิ์ พระนางสิริมหามายาได้อธิษฐานเป็นพระพุทธมารดามาแต่อดีตกาล เมื่อประสูติพระบรมโพธิสัตว์เจ้าได้ 7 วันก็เสด็จทิวงคต ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรสถิตในดุสิตเทวโลก ตามประเพณี พระพุทธมารดาไม่ได้เป็นหญิงอย่างเก่า ที่เกิดเป็นหญิงเพราะอธิษฐานขอเป็นมารดาพระพุทธเจ้า
ประเภทของพระพุทธเจ้า
ในพระไตรปิฎกจะแบ่งประเภทของพระพุทธเจ้าไว้ดังนี้ การแบ่งประเภทของพระพุทธเจ้าตามวิธีการสร้างบารมี
ปัญญาธิกพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้ปัญญาเป็นตัวนำ ใช้เวลาบำเพ็ญบารมี 20 อสงไขยกับอีก 100,000 มหากัปป์
ตั้งความปารถนาเป็นพระพุทธเจ้าไว้ในใจ 7 อสงไขย กล่าววาจาปารถนาเป็นพระพุทธเจ้า 9 อสงไขย นับเวลาตั้งแต่ได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรก 4 อสงไขยกัป กับอีก 100,000 มหากัปป์
ศรัทธาธิกพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้ศรัทธาเป็นตัวนำ ใช้เวลาบำเพ็ญบารมี 40 อสงไขยกับอีก 100,000 มหากัปป์
ตั้งความปารถนาเป็นพระพุทธเจ้าไว้ในใจ 14 อสงไขย กล่าววาจาปารถนาเป็นพระพุทธเจ้า 18 อสงไขย นับเวลาตั้งแต่ได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรก 8 อสงไขยกัป กับอีก 100,000 มหากัปป์
วิริยะธิกพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้ความเพียรเป็นตัวนำ ใช้เวลาบำเพ็ญบารมี 80 อสงไขยกับอีก 100,000 มหากัปป์
ตั้งความปารถนาเป็นพระพุทธเจ้าไว้ในใจ 28 อสงไขย กล่าววาจาปารถนาเป็นพระพุทธเจ้า 36 อสงไขย นับเวลาตั้งแต่ได้รับพุทธพยากรณ์ครั้งแรก 16 อสงไขยกัป กับอีก 100,000 มหากัปป์
พระพุทธเจ้าในอดีต
ดูเพิ่มที่ พระพุทธเจ้าในอดีต
พระพุทธเจ้าในอนาคต
ในคัมภีร์อนาคตวงศ์นั้น ได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้าในอนาคต 10 พระองค์ที่จะบังเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ดังนี้ [2]
พระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคือพระอชิตเถระ ตรัสรู้ที่ไม้กากะทิง พระชนม์ 8 หมื่นพรรษา พระกายสูง 80 ศอก
พระรามะสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคืออุตมรามราช ตรัสรู้ที่ไม้แก่นจันทน์แดง พระชนม์ 9 หมื่นพรรษา พระกายสูง 80 ศอก
พระธรรมราชาสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคือพระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัสรู้ที่ไม้กากะทิง พระชนม์ 5 หมื่นพรรษา พระกายสูง 16 ศอก
พระธรรมสามีสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคืออภิภูเทวราช ตรัสรู้ที่ไม้รังใหญ่ พระชนม์ 1 แสนพรรษา พระกายสูง 80 ศอก
พระนารทะสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคืออสุรินทราหู ตรัสรู้ที่ไม้แก่นจันทน์แดง พระชนม์ 1 หมื่นพรรษา พระกายสูง 20 ศอก
พระรังสีมุนีสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคือจังกีพราหมณ์ ตรัสรู้ที่ไม้ดีปลีใหญ่หรือไม้เลียบ พระชนม์ 5 พันพรรษา พระกายสูง 60 ศอก
พระเทวเทพสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคือสุภพราหมณ์ ตรัสรู้ที่ไม้จำปา พระชนม์ 8 หมื่นพรรษา พระกายสูง 80 ศอก
พระนรสีหสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคือโตเทยยพราหมณ์ ตรัสรู้ที่ไม้แคฝอย พระชนม์ 80 พรรษา พระกายสูง 60 ศอก
พระติสสสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคือช้างนาฬาคีรี ตรัสรู้ที่ไม้ไทร พระชนม์ 8 หมื่นพรรษา พระกายสูง 80 ศอก
พระสุมังคลสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาลคือช้างปาลิไลยกะ ตรัสรู้ที่ไม้กากะทิง พระชนม์ 1 แสนพรรษา พระกายสูง 60 ศอก
พระพุทธเจ้าตามความเชื่อของฝ่ายมหายาน
นิกายมหายานยอมรับพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์ฝ่ายเถรวาททั้งหมดและยังสร้างพระ พุทธเจ้าอีกมากมาย ทั้งที่เป็นมนุษย์และมีสถานะเหมือนเทพเจ้าในศาสนาฮินดู นิกายมหายานเชื่อว่าเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วไม่ดับสูญแต่ไปประทับ ณ พุทธเกษตรซึ่งเป็นดินแดนที่งดงามกว่าสวรรค์ พระพุทธเจ้าตามคติมหายานแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
อาทิพุทธะ ถือว่าเป็นพระพุทธเจ้าที่อุบัติมาพร้อมกับโลกและประทับอยู่กับโลกเป็นนิรันดร์ มีบทบาทคล้ายพระพรหมในศาสนาฮินดูที่เป็นผู้สร้างโลกและจักรวาล
พระมานุสสพุทธะ เป็นพระพุทธเจ้าที่อวตารมาจากอาทิพุทธะมาเกิดในโลกมนุษย์และบำเพ็ญเพียรใน ฐานะพระโพธิสัตว์จนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อปรินิพพานแล้วจะไปอยู่กับอาทิพุทธะ คล้ายกับคติของศาสนาฮินดูที่เมื่อทำความดีถึงขั้นสูงสุดจะกลับไปเป็นส่วน หนึ่งของมหาพรหม พระพุทธเจ้าองค์ปัจจจุบัน ทางมหายานเรียกว่าพระศากยมุนีพุทธเจ้า เป็นพระมานุสสพุทธะด้วยเช่นกัน
พระธยานิพุทธะ เป็นพุทธะที่อวตารมาจากอาทิพุทธะเช่นกันแต่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าด้วยอำนาจ ฌาน (ธยาน) ของอาทิพุทธะไม่ได้ผ่านการบำเพ็ญเพียรในโลกมนุษย์ พุทธะเหล่านี้ประทับบนสวรรค์ ในสภาวะกายทิพย์ มีเฉพาะพระโพธิสัตว์ที่มองเห็นได้
พระพุทธเจ้าอื่นๆ เช่น พระสัทธรรมวิทยาตถาคต พระไภษัชยคุรุทั้ง 7 พระสหัสประภาราชาศานติสถิตยตตถาคต พระประภูตรัตนะ
จำนวนของพระพุทธเจ้า http://th.wikipedia.org
ในคัมภีร์ของทางมหายานนั้นได้ระบุนามของพระพุทะเจ้าไว้เป็นจำนวนมาก มีทั้งพระพุทธเจ้า 35 พระองค์ พระพุทธเจ้า 53 พระองค์ และที่มากที่สุดคือพระพุทธเจ้า 3,000 พระองค์ โดยแบ่งเป็น [3]
พระพุทธเจ้าในกัปป์อดีตซึ่งระบุนามไว้ในคัมภีร์อดีตสมัยอลังการกัลป์สหัสพุทธนามสูตร 1,000 พระองค์ เริ่มจากพระปุณฑริกประภาพุทธเจ้าเป็นองค์แรกจนถึงพระเวศภูพุทธเจ้าเป็นองค์สุดท้าย
พระพุทธเจ้าในกัปป์ปัจจุบันซึ่งระบุนามไว้ในคัมภีร์ปัจจุบันสมัยภัทร กัลป์สหัสพุทธนามสูตร 1,000 พระองค์ เริ่มจากพระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นองค์แรกจนถึงพระรุจิพุทธเจ้าเป็นองค์สุดท้าย ซึ่งพระรุจิพุทธเจ้านี้ปัจจุบันคือพระเวทโพธิสัตว์
พระพุทธเจ้าในกัปป์อนาคตซึ่งระบุนามไว้ในคัมภีร์อนาคตสมัยนักษัตรกัลป์สหัสพุทธนามสูตร 1,000 พระองค์ เริ่มจากพระสูรยประภาพุทธเจ้าเป็นองค์แรกจนถึงพระสุเมรุลักษณ์พุทธเจ้าเป็นองค์สุดท้าย
บทสวดมนต์
บทสวดมนต์
ส่งต่อหรือเผยแพร่เพื่อสร้างกุศล
บทสวดไตรสรณคมณ์.mp3
พระคาถาชินบัญชร..ชำระใจ.mp3
พระคาถาพาหุง.mp3
อัปปมัญญาภาวนา(บาลี).mp3
001บทพระรัตนตรัย.mp3
002สัมปันโน.mp3
สวดพุทธังสรนัง.wma
01 - เพลงชินบัญชร.mp3
02 - เพลงชินบัญชรแปล.mp3
01 - ทำนองสรภัญญะ 1.mp3
02 - ทำนองสรภัญญะ 2.mp3
03 - ทำนองสรภัญญะ 3.mp3
01นะโมตัสสะ.mp3
02นะโมพาหุงมหากา.mp3
03แผ่เมตตา.mp3
04พระพิชิตมาร.mp3
Track01 กราบพระห้าครั้ง.mp3
Track02 คำนมัสการรอยพระพุทธบาท (๑).mp3
Track03 คำนมัสการรอยพระพุทธบาท (๒).mp3
Track04 นมัสการพระอรหันต์ ๘ ทิศ (๑).mp3
Track05 นมัสการพระอรหันต์ ๘ ทิศ (๒).mp3
Track06 คำกลอนนมัสการพระพุทธบาท.mp3
Track07 นมัสการพระอรหันต์ ๘ ทิศ (๑).mp3
Track08 นมัสการพระอรหันต์ ๘ ทิศ (๒).mp3
Track09 นมัสการรอยพระพุทธบาท.mp3
Track10 กราบพระห้าครั้ง.mp3
มงคลสูตร เสียงอินเดีย
6012.mp3
สวดมนต์แปล ประกอบดนตรี พูลศรี เจริญพงษ์
บทสวด.mp3
บทสวดชินบัญชร และทำนองสรภัญญะ
Track01.mp3
Track02.mp3
01 - เพลงชินบัญชร.mp3
02 - เพลงชินบัญชรแปล.mp3
01 - ทำนองสรภัญญะ 1.mp3
02 - ทำนองสรภัญญะ 2.mp3
03 - ทำนองสรภัญญะ 3.mp3
01 - บทสวดบูชาพระเขี้ยวแก้ว.mp3
01-กวนอิม ปู้เหมินปิง.mp3
3Kovit เพลงองค์ใดพระสัมพุทธ.mp3
พุทธชัยมงคลคาถา พาหุง (อินเดีย)
10677.mp3
บทบูชาพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ
บทบูชาพระรัตนตรัย.wma
บทสรรเสริญพระพุทธเจ้า.wma
คาถาชินบัญชร ทิเบต
11781.mp3
มงคลสูตร บาลี-ไทย
6612.mp3
คิริมานนทสูตร
วัดป่าดอยแสงธรรมญาณสัมปันโน
คิริมานนทสูตรa_.zip
คิริมานนทสูตรb_.zip
บทสวดเจริญอัปปมัญญา
Illimitable.
สวดสรรเสริญพระรัตนตรัยประกอบดนตรี
สวดสรรเสริญพระรัตนตรัย.mp3
บทสวดมนต์ ต่างๆ
บทสวดมนต์ ต่างๆ
A01-บทสวดมนต์1
01-บทสวดมนต์พระคาถาชินบัญชร01 - ชินบัญชร 2.9M (คลิ๊กที่เลขขนาดไฟล์)
02 – คาถาบูชาดวงชะตา 385.0K
03 - อุณหิสฺสวิชยคาถา 290.8K
04 – ถวายพรพระ 1.0M
05 - มงคลจักรวาลใหญ่ 802.8K
06 – เจริญพระพุทธมนต์ 3.7M
07 - ชินบัญชร (วัดอินทรวิหาร) 919.6K
08 - ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก (วัดอินทรวิหาร) 2.4M
02-เพลงชินบัญชร
[9] 01-เพลงชินบัญชร 4.1M
[10] 02-เพลงชินบัญชรแปล4.1M
03-บันทึกประวัติศาสตร์ (วัดอินทรวิหาร)
[11] 01-พระคาถาชินบัญชร 9 จบเต็ม 8.3M
[12] 02-บทเจริญพระพุทธมนต์948.2K
[13] 03-บทพระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก 3.2M
[14] 04-บทพระคาถาพระสยามเทวาธิราช735.2K
[15] 05-บทพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร3.9M
04-ทำวัตรเช้าแปล
[16] 01 - ชุมนุมเทวดา299.0K
[17] 02 - โย โส นะโมตัสสะฯ 913.4K
[18] 03 - พุทธา ธัมมา สังฆาภิถุติง1.5M
[19] 04 - ระตะนัตตะยัปฯ 2.2M
[20] 05 - ปัจจะเวกขณะ 940.0K
[21] 06 - เจริญกายคตานุสสติฯ639.0K
[22] 07 - บทพิจารณาสังขาร 473.1K
[23] 08 - อภิณหะปัจจะเวกขณะฯ413.7K
[24] 09 - นมัสการพระอรหันต์ 8 ทิศ606.2K
[25] 10 - มงคลจักรวาฬ 8 ทิศ526.3K
[26] 11 - พระสะหัสสะนัย 3.2M
[27] 12 - ปาฏิโมกสังวร815.1K
[28] 13 - สัพพะปัตติทานะคาถา624.6K
[29] 14 - แผ่เมตตา972.8K
05-ทำวัตรเย็นแปล
[30] 01 - ชุมนุมเทวดา299.0K
[31] 02 - โย โส นะโมตัสสะฯ 1.0M
[32] 03 - พุทธานุสสติ331.8K
[33] 04 - พุทธาภิคีติง858.1K
[34] 05 - ธัมมานุสสติ213.0K
[35] 06 - ธัมมาภิคีติง792.6K
[36] 07 - สังฆานุสสติ 446.5K
[37] 08 - สังฆาภิคีติง794.6K
[38] 09 – อตีตะปัจจะเวกขณะ 1.0M
[39] 10 - ปัพพชิตะอภิณหะปัจจเวกฯ1.2M
[40] 11 - นะโม เม สัพพะพุทธา 880.6K
[41] 12 - เตสัง สัจเจ นะ907.3K
[42] 13 - ขันธะปริตร 825.3K
[43] 14 - อะภะยาปะริตตัง 469.0K
[44] 15 – โพชฌังโคปริตร 835.6K
[45] 16 - เทวะตาอุยโยชะนะฯ ท้ายบท301.1K
[46] 17 - กรวดน้ำอิมินา815.1K
[47] 18 - แผ่เมตตา960.5K
07-บทสวดมนต์ บูชาเจ้าแม่กวนอิม ชุดที่ 1 (วัดหนองหอย)
[55] 01 - บูชาเจ้าแม่กวนอิม1 5.2M
[56] 02 - บูชาเจ้าแม่กวนอิม2 5.0M
08-บทสวดมนต์ บูชาเจ้าแม่กวนอิม ชุดที่ 2 (วัดหนองหอย)
[57] 01 - บูชาเจ้าแม่กวนอิม 4.2M
[58] 02 - บูชาเจ้าแม่กวนอิม(บรรเลง) 4.2M
09-บทสวดมนต์พระโพธิสัตว์กวนอิม สมบูรณ์พูนผลทวีคูณ
[59] 01 - บทสวดมนต์1 1.4M
[60] 02 - บทสวดมนต์2 2.7M
[61] 03 - บทสวดมนต์3 1.2M
[62] 04 - บทสวดมนต์42.7M
10-บทสวดมนต์พระโพธิสัตว์กวนอิม(วัดถ้ำเสือ)
[63] 01 - บทสวดมนต์1 4.2M
[64] 02 - บทสวดมนต์2 4.1M
11-บทสวดมนต์พระโพธิสัตว์กวนอิม (ภาษาแต้จิ๋ว)
[65] 01 - บทสวดมนต์1 1.6M
[66] 02 - บทสวดมนต์22.3M
[67] 03 - บทสวดมนต์3 1.0M
[68] 04 - บทสวดมนต์42.2M
[69] 05 - บทสวดมนต์5 645.1K
[70] 06 - บทสวดมนต์6587.8K
[71] 07 - บทสวดมนต์7604.2K
12-บทสวดมนต์ บูชาเจ้าแม่กวนอิม
[72] 01-กวนอิม ปู้เหมินปิง3.5M
13-บทสวดมยต์บูชาพระเขี้ยวแก้ว
[73] 01-บทสวดบูชาพระเขี้ยวแก้ว7.7M
14-บทสรรเสริญพระพุทธเจ้า
[74] 01 - บทสรรเสริญ 3.9M
[75] 02 - บทสรรเสริญ(บรรเลง) 3.9M
15-สวดทำนองสรภัญญะ
[76] 01 - ทำนองสรภัญญะ 1 512.0K
[77] 02 - ทำนองสรภัญญะ 2 309.2K
[78] 03 - ทำนองสรภัญญะ 3368.6K
บทสวดมนต์2
01-ปาฏิโมกข์มคธ 11.9M02-ภิกขุปาฏิโมกข์ไทย 6.4M
03-เพลงพาหุง 8.1M
01นะโมตัสสะ02นะโมพาหุงมหากา03แผ่เมตตา04พระพิชิตมาร
04-จีน 3.0M
01กวนอิมจิตสงบ02ธิเบต03มหากรุณาธรณีสูตร
05-เสริมมงคล 6.1M
01กรณียเมตตา02คุณพระรัตนตรัย03ชินบัญชร04บูชาพระเกตุแก้วจุฬามณี05ยอดพระไตรปิฎก06ศาสนาถาวร
06-มนต์อินเดีย 11.5M
07-ปลงสังขาร 1.9M
01เกศาผมงอก02มนุษย์เราเอย03มนุษย์เราเอย104สังขารร่างกาย
08-สวดบำเพ็ญกุศล 18.0M
1พระอภิธรรม2มาติกา2ถวายพรพระ3ทำวัตรเช้า4ทำวัตรเย็น5พระมาลัย
10-เสดาะเคราะห์ 3.7M
01คาถาโพธิบาท02บารมี30ทัศน์03มงคลจักวาล8ทิศ04สวดนพเคราะห์นอกใน
11-สังคหะ 3.3M
01ปณามคาถาสังคหะ02ปริเฉท๑สังคหะ
12-ขานนาค 5.5M 1อุกาสะ 2เอสาหัง
13-มนต์พีธี 18.9M
Wednesday, December 5, 2012
มงคลสูตร
บทขัดมงคลสูตร
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะยัจจะ ทวาทะสะ วัสสานิ
จินตะยิงสุ สะเทวะกา จิรัสสัง จินตะยันตาปิ
เนวะ ชานิสุ มังคะลัง จักกะวาฬะสหัสเสสุ
ทัสสุ เยนะ ตัตตะกัง กาลัง โกลาหะลัง ชาตัง
ยาวะ พรัหมะเวสะนา ยัง โลกะนาโถ เทเสสิ
สัพพะปาปะวินาสะนัง ยัง สุตวา สัพพะทุกเขหิ
มุจจันตาสังขิยา นะรา เอวะมาทิคุณูเปตัง
มังคะลันตัมภะฌามะ เส.ฯ
มงคลสูตร
เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม ฯ อะถะโข อัญญะตะ รา เทวะตา อะภิกกันตายะ รัตติยา อะภิกกันตะวัณณา เกวะละกัปปัง เชตะวะนัง โอภาเสตวา เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะมิตวา ภะคะวันตัง อะภิวาเทตวา เอกะมันตัง อัฏฐาสิ ฯ เอกะมันตัง ฐิตา โข สา เทวะตา ภะคะวันตัง คาถายะ อัชฌะภาสิฯพะหู เทวา มะนุสสา จะ มังคะลานิ อะจินตะยุง อากังขะมานา โสตถานัง
พรูหิ มังคะละมุตตะมังฯ อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา
ปูชา จะ ปูชะนียานัง
เอตัมมังคะละมุตตะมัง ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ
ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ
เอตัมมังคะละมุตตะมัง พาหุสัจจัญจะ สิปปัญจะ
วินะโย จะ สุสิกขิโต สุภาสิตา จะ ยา วาจา
เอตัมมังคะละมุตตะมัง มาตาปิตุอุปัฏฐานัง
ปุตตะ ทารัสสะ สังคะโห อะนากุลา จะ กัมมันตา
เอตัมมังคะละมุตตะมัง ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ
ญาตะกานัญจะ สังคะโห อะนะวัชชานิ กัมมานิ
เอตัมมังคะละมุตตะมัง อาระตี วิระติ ปาปา
มัชชะปานา จะ สังยะโม อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ
เอตัมมังคะละมุตตะมัง คาระโว จะ นิวาโต จะ
สันตุฏฐิ จะ กะตัญญุตา กาเลนนะ ธัมมัสสะวะนัง
เอตัมมังคะละมุตตะมัง ขันตี จะ โสวะจัสสะตา
สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง กาเลนนะ ธัมมะสากัจฉา
เอตัมมังคะละมุตตะมัง ตะโป จะ พรัหมะจะริยัญจะ
อะริยะสัจจานะ ทัสสะนัง นิพานะสัจฉิกิริยา จะ
เอตัมมังคะละมุตตะมัง ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ
จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ อะโสกัง วิระชัง เขมัง
เอตัมมังคะละมุตตะมัง เอตาทิสานิ กัตะวานะ
สัพพัตถะมะปะราชิตา สัพพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ
ตันเตสัง มังคะละมุตตะมันติ
ความหมาย
หมายเหตุ - คัดจากพระไตรปิฏก ฉบับมหาสังคายนาสากลนานาชาติ เล่มที่ ๑๘ ขุททกปาฐะ[๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ครั้นปฐมยามล่วงไปเทวดาตนหนึ่งมีรัศมีงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
[๖] เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี ได้พากันคิดมงคลทั้งหลาย ขอพระองค์จงตรัสอุดมมงคล
พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาตอบว่า
การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
การอยู่ในประเทศอันสมควร ๑ ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้วในกาลก่อน ๑ การตั้งตนไว้ชอบ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
พาหุสัจจะ ๑ ศิลป ๑ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาสุภาสิต ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
การบำรุงมารดาบิดา ๑ การสงเคราะห์บุตรภรรยา ๑ การงานอันไม่อากูล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
ทาน ๑ การประพฤติธรรม ๑ การสงเคราะห์ญาติ ๑ กรรมอันไม่มีโทษ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
การงดการเว้นจากบาป ๑ ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๑
ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๑
นี้เป็นอุดมมงคล
ความเคารพ ๑ ความประพฤติถ่อมตน ๑ ความสันโดษ ๑ ความกตัญญู ๑ การฟังธรรมโดยกาล ๑
นี้เป็นอุดมมงคล
ความอดทน ๑ ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ การได้เห็นสมณะทั้งหลาย ๑ การสนทนาธรรมโดยกาล ๑
นี้เป็นอุดมมงคล
ความเพียร ๑ พรหมจรรย์ ๑ การเห็นอริยสัจ ๑ การกระทำนิพพานให้แจ้ง ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว ๑ ไม่เศร้าโศก ๑ ปราศจากธุลี ๑
เป็นจิตเกษม ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทำมงคลเช่นนี้แล้ว เป็นผู้ไม่ปราชัยในข้าศึกทุกหมู่เหล่า
ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน นี้เป็นอุดมมงคลของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ฯ
ที่มา http://th.wikisource.org/
Subscribe to:
Posts (Atom)


